โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาดีไหม ? เช็กผลลัพธ์และข้อควรระวัง

Key takeaways

  • ฟิลเลอร์ใต้ตา เหมาะกับผู้ที่มีร่องใต้ตา ใต้ตาลึก หรือความคล้ำที่เกิดจากเงาของโครงสร้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาใต้ตาคล้ำจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดได้ทุกกรณี
  • หลังฉีดสามารถเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันที โดยผลลัพธ์จะชัดขึ้นในประมาณ 3-7 วัน และฟิลเลอร์มักเข้าที่ภายในราว 7-14 วัน
  • ผลลัพธ์ของฟิลเลอร์ใต้ตาโดยทั่วไปอยู่ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับรุ่นฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ ตำแหน่งที่ฉีด และการตอบสนองของแต่ละบุคคล
  • ก่อนฉีด ควรให้แพทย์ประเมินโครงสร้างใต้ตาและเลือกปริมาณฟิลเลอร์ให้เหมาะสม พร้อมเข้ารับบริการในคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้
สารบัญบทความ

ปัญหาใต้ตาลึก มีร่องใต้ตา หรือใบหน้าดูเหนื่อยล้าแม้จะพักผ่อนเพียงพอ อาจเกิดจากโครงสร้างบริเวณใต้ตาที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย รวมถึงการยุบตัวของเนื้อเยื่อและไขมันบริเวณใบหน้า ทำให้เกิดเงาตกกระทบและเห็นร่องใต้ตาชัดขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีที่นำมาใช้แก้ปัญหาลักษณะนี้คือ การฉีดฟิลเลอร์ (Filler) ใต้ตา เพื่อเติมเต็มบริเวณที่เป็นร่องและช่วยให้ผิวบริเวณใต้ตาดูเรียบเนียนขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใต้ตาคล้ำและใต้ตาดำไม่ได้เกิดจากร่องลึกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับเม็ดสี เส้นเลือด ผิวบาง ภูมิแพ้ หรือปัจจัยอื่นร่วมด้วย ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเติมใต้ตา ควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุและโครงสร้างใบหน้า เพื่อเลือกวิธีดูแลที่เหมาะกับปัญหาของแต่ละคน

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ?

ฟิลเลอร์ใต้ตา คือ การฉีดสารเติมเต็มบริเวณใต้ดวงตา โดยฟิลเลอร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ สารไฮยาลูรอนิก แอซิด   (Hyaluronic Acid : HA) ซึ่งเป็นสารที่สามารถสลายได้ตามธรรมชาติ จุดประสงค์หลักของการฉีดบริเวณนี้คือการเติมส่วนที่มีการยุบตัวหรือเป็นร่อง เพื่อปรับความต่อเนื่องระหว่างบริเวณเปลือกตาล่างกับแก้ม

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาจึงอาจเหมาะกับปัญหาต่อไปนี้

  • ร่องน้ำตาหรือ Tear Trough เห็นชัด
  • ใต้ตาลึกจากโครงสร้างใบหน้าหรือการเปลี่ยนแปลงตามวัย
  • ใต้ตาดูโทรมจากเงาที่เกิดบริเวณร่องลึก
  • ผิวบริเวณใต้ตาดูไม่เรียบต่อเนื่องกับแก้ม
  • ใต้ตาคล้ำที่มีสาเหตุหลักมาจากเงาของร่องใต้ตา

ใต้ตาคล้ำ ใต้ตาดำ หรือใต้ตาลึก เกิดจากสาเหตุอะไร ?

หลายคนค้นหาวิธีฉีดใต้ตาคล้ำ หรือฉีดใต้ตาดำ โดยเข้าใจว่าฟิลเลอร์สามารถแก้ความคล้ำได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง ปัญหารอบดวงตามีหลายสาเหตุ ทั้งการสร้างเม็ดสีมากกว่าปกติ เส้นเลือดที่มองเห็นผ่านผิวบาง ภาวะบวมรอบดวงตา การอักเสบจากภูมิแพ้ รวมถึงร่องน้ำตาที่ทำให้เกิดเงาบริเวณใต้ตา

หากความคล้ำเกิดจากร่องใต้ตาหรือโครงสร้างที่ทำให้เกิดเงา การเติมฟิลเลอร์เพื่อปรับร่องให้ตื้นขึ้นอาจช่วยให้บริเวณดังกล่าวดูสว่างและสดชื่นขึ้น แต่หากเกิดจากเม็ดสีหรือเส้นเลือดเป็นหลัก แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่น หรือใช้หลายวิธีร่วมกันตามสาเหตุของแต่ละคน

โปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับใคร และไม่เหมาะกับใครบ้าง ?

  • การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอาจเหมาะกับผู้ที่มีร่องใต้ตาชัด ใต้ตาลึก หรือมีเงาใต้ตาจากการสูญเสียปริมาตรของเนื้อเยื่อ และต้องการแก้ไขโดยไม่ผ่าตัด
  • ส่วนผู้ที่มีถุงใต้ตาชัดมาก มีภาวะบวมใต้ตาเด่น หรือมีปัญหาใต้ตาจากเม็ดสีเป็นหลัก อาจไม่ได้เหมาะกับการฉีด Filler ใต้ตาเพียงอย่างเดียว รวมถึงผู้ที่มีการติดเชื้อหรือการอักเสบบริเวณที่จะฉีด ควรได้รับการประเมินและรักษาปัญหาดังกล่าวก่อนเข้ารับหัตถการ

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา vs เติมใต้ตาด้วยวิธีอื่น ต่างกันอย่างไร ?

การเติมใต้ตาสามารถทำได้หลายวิธี การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับต้นเหตุและลักษณะทางกายวิภาคของแต่ละคน

วิธี

เหมาะกับปัญหา

จุดเด่น

ฟิลเลอร์ HA

ร่องใต้ตา ใต้ตาลึก หรือความคล้ำที่เกิดจากเงาของร่องใต้ตา

ช่วยเติมเต็มร่องให้ดูตื้นขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด และสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้หลังทำ

เติมไขมัน

ผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาตรบริเวณใต้ตาด้วยไขมันของตนเอง

ใช้เนื้อเยื่อไขมันจากร่างกายตนเอง แต่มีขั้นตอนและระยะพักฟื้นมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์

การฟื้นฟูผิวด้วยส่วนประกอบจากเลือดของผู้รับบริการเอง

เน้นดูแลคุณภาพผิวบริเวณรอบดวงตา

ใช้ส่วนประกอบที่ได้จากร่างกายของผู้รับบริการเอง และไม่ได้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเติมร่องลึกเหมือนฟิลเลอร์

ร้อยไหม

เน้นพยุงหรือยกกระชับเนื้อเยื่อบริเวณใบหน้า

ช่วยพยุงเนื้อเยื่อ แต่ไม่ได้มีหน้าที่เติมเต็มร่องใต้ตาโดยตรงเหมือนฟิลเลอร์

ดังนั้น วิธีที่เหมาะที่สุดจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกคน ควรให้แพทย์ประเมินว่าปัญหาใต้ตาคล้ำของคุณเกิดจากร่องลึก ถุงใต้ตา ผิวบาง เม็ดสี หรือมีหลายปัจจัยร่วมกันก่อนวางแผนรักษา

ข้อควรรู้ก่อนเข้ารับบริการโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ TALISA Clinic

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเป็นหัตถการที่ใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน แต่ก่อนเข้ารับบริการ ผู้ที่สนใจควรทำความเข้าใจทั้งขั้นตอนการเตรียมตัว ระยะเวลาในการทำ และแนวทางดูแลหลังฉีด เพื่อให้สามารถวางแผนเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม

การตรวจประเมินและเตรียมตัวก่อนฉีด

ก่อนฉีด แพทย์จะประเมินบริเวณรอบดวงตาและโครงสร้างใบหน้า เช่น ความลึกของร่องใต้ตา ปริมาตรบริเวณแก้ม ถุงใต้ตา และลักษณะความคล้ำ เพื่อพิจารณาว่าการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเหมาะกับปัญหาหรือไม่ รวมถึงวางแผนตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ผู้เข้ารับบริการควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา ยาที่ใช้อยู่ รวมถึงประวัติการฉีดฟิลเลอร์หรือการทำหัตถการบริเวณใบหน้ามาก่อน เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยง

ขั้นตอนการฉีด ใช้เวลากี่นาที ?

เมื่อประเมินและวางแผนเรียบร้อยแล้ว จะมีการเตรียมผิวและทำความสะอาดบริเวณที่จะฉีด จากนั้นแพทย์จึงฉีดฟิลเลอร์ตามตำแหน่งและชั้นเนื้อเยื่อที่วางแผนไว้ โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหา ตำแหน่ง และปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ในแต่ละคน หลังทำแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการดูแลตัวเองและนัดติดตามผลตามความเหมาะสม

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา กี่วันเห็นผล ?

หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากี่วันเห็นผล และต้องรอนานแค่ไหนจึงจะประเมินผลลัพธ์ได้ชัดเจน

ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผลเบื้องต้น

สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงหลังฉีดได้ทันที โดยเฉพาะในผู้ที่มีร่องใต้ตาลึกหรือมีเงาใต้ตาจากการยุบตัวของเนื้อเยื่อ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สงสัยว่าฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา บวมกี่วัน ในช่วง 1-3 วันแรก อาจยังมีอาการบวมเล็กน้อย ทำให้บริเวณใต้ตาดูเต็มกว่าผลลัพธ์จริง

เมื่ออาการบวมเริ่มลดลงในช่วงประมาณ 3-7 วัน รูปทรงของใต้ตาจะเริ่มดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และสามารถสังเกตผลลัพธ์ได้ชัดเจนกว่าในช่วงหลังทำทันที

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา กี่วันเข้าที่ ?

โดยทั่วไป ฟิลเลอร์ใต้ตาจะเริ่มเข้าที่ภายในประมาณ 7-14 วัน หลังฉีด ซึ่งเป็นช่วงที่อาการบวมและรอยช้ำส่วนใหญ่ค่อย ๆ ลดลง ทำให้สามารถประเมินรูปทรงและความเรียบเนียนของบริเวณใต้ตาได้ชัดเจนขึ้น

ในบางรายอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ กว่าฟิลเลอร์และเนื้อเยื่อโดยรอบจะเซตตัวจนสามารถประเมินผลลัพธ์ได้เต็มที่ ทั้งนี้ ระยะเวลาอาจแตกต่างกันไปตามรุ่นของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ใช้ เทคนิคการฉีด และการตอบสนองของร่างกายในแต่ละบุคคล

วิธีดูแลตัวเองหลังรับบริการโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หลังฉีด Filler ใต้ตา ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่กด นวด หรือคลึงบริเวณที่ฉีดเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำ และสังเกตอาการผิดปกติในช่วงหลังทำ

หากอาการบวมไม่ลดลง บวมมากขึ้นผิดปกติ หรือมีอาการอื่นที่น่ากังวล ควรติดต่อคลินิกเพื่อให้แพทย์ตรวจประเมินแทนการพยายามแก้ไขด้วยตนเอง

ผลลัพธ์ฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้นานแค่ไหน และต้องฉีดซ้ำเมื่อไร ?

ฟิลเลอร์ใต้ตาประเภท Hyaluronic Acid สามารถคงผลลัพธ์ได้ประมาณ 6-18 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อและรุ่นของฟิลเลอร์ ปริมาณที่ฉีด ตำแหน่งที่วางฟิลเลอร์ รวมถึงการสลายสารเติมเต็มของร่างกายในแต่ละคน โดยฟิลเลอร์จะค่อย ๆ สลายไปตามธรรมชาติ ไม่ได้หายไปพร้อมกันในครั้งเดียว

สำหรับการฉีดซ้ำ ไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าต้องกลับมาฉีดทุก 6 เดือนหรือ 1 ปีเหมือนกันทุกคน โดยสามารถกลับมาให้แพทย์ประเมินได้เมื่อผ่านไปประมาณ 6-12 เดือน หรือเมื่อเริ่มสังเกตว่าร่องใต้ตากลับมาชัดขึ้น หากยังมีฟิลเลอร์เดิมเหลืออยู่ แพทย์จะพิจารณาว่าควรเติมเพิ่มหรือรอให้ฟิลเลอร์สลายลงอีกก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการเติมฟิลเลอร์มากเกินความจำเป็น

ข้อควรระวังและความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

บริเวณใต้ตาเป็นพื้นที่ที่มีโครงสร้างทางกายวิภาคละเอียดอ่อน การเลือกแพทย์และผลิตภัณฑ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ควรมองเฉพาะราคา โปรโมชัน หรือจำนวน CC ที่ได้รับ

ผลข้างเคียงที่พบได้ทั่วไป

หลังฉีดอาจเกิดอาการชั่วคราว เช่น

  • บวม
  • แดง
  • เจ็บหรือกดเจ็บ
  • รอยช้ำ
  • ผิวไม่เรียบในระยะแรก
  • หากฟิลเลอร์อยู่ตื้นเกินไปในบริเวณที่ผิวบาง อาจเกิดลักษณะสีออกฟ้าหรือเทาที่เรียกว่า Tyndall Effect ได้

สัญญาณที่บอกว่าต้องพบแพทย์ทันที

แม้ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากฟิลเลอร์จะพบไม่บ่อย แต่ความเสี่ยงสำคัญคือการที่ฟิลเลอร์เข้าสู่หรือกดเบียดหลอดเลือดจนขัดขวางการไหลเวียนเลือด ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย รวมถึงเกิดความผิดปกติทางการมองเห็นได้

ควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ เช่น ปวดรุนแรงผิดปกติ ผิวบริเวณที่ฉีดซีดขาว เทา หรือคล้ำผิดปกติ การมองเห็นเปลี่ยนไป มองไม่ชัด หรือมีอาการทางระบบประสาทเกิดขึ้นระหว่างหรือหลังฉีด

เลือกคลินิกฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอย่างไรให้ปลอดภัย ?

ก่อนตัดสินใจฉีด Filler ใต้ตา ควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานของสถานพยาบาลและผู้ให้บริการ โดยสามารถพิจารณาจากประเด็นต่อไปนี้

  • เป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • รับบริการกับแพทย์และมีการประเมินปัญหาก่อนฉีด
  • ใช้ฟิลเลอร์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและตรวจสอบผลิตภัณฑ์ได้
  • มีการอธิบายข้อดี ข้อจำกัด และความเสี่ยงก่อนทำ
  • มีแนวทางติดตามและจัดการกรณีเกิดภาวะแทรกซ้อน

ในประเทศไทย Injectable Hyaluronic Acid Dermal Filler จัดอยู่ในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงควรตรวจสอบผลิตภัณฑ์และแหล่งที่มาก่อนรับบริการ

โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ TALISA Clinic เริ่มจากการประเมินปัญหาเฉพาะบุคคล

การแก้ปัญหาใต้ตาให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติมฟิลเลอร์ใต้ตาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการวิเคราะห์ให้ได้ก่อนว่าใต้ตาลึก ใต้ตาคล้ำ หรือใต้ตาดำเกิดจากโครงสร้าง เม็ดสี เส้นเลือด ถุงใต้ตา หรือมีหลายปัจจัยร่วมกัน เพราะสาเหตุที่แตกต่างกันย่อมต้องการแนวทางดูแลที่ต่างกัน

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่ TALISA Clinic เพื่อประเมินโครงสร้างบริเวณใต้ตาและใบหน้า วางแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหา รวมถึงพูดคุยเรื่องผลลัพธ์ที่คาดหวัง ข้อจำกัด และการดูแลหลังทำก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือจองคิวเพื่อประเมินรูปหน้าได้เลยวันนี้ที่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมฉีด Filler ใต้ตา (FAQs)

Q : ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาเจ็บไหม ต้องทายาชาก่อนหรือไม่ ?

A : ก่อนฉีดมักมีการใช้ยาชาหรือวิธีช่วยลดความรู้สึกเจ็บตามความเหมาะสม โดยระหว่างฉีดอาจรู้สึกตึง จี๊ด หรือเจ็บเล็กน้อยในบางจุด ทั้งนี้ ระดับความรู้สึกแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

A : แนะนำให้หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าบริเวณรอยเข็มประมาณ 24 ชั่วโมงหลังฉีด เพื่อลดการสัมผัสและการระคายเคืองบริเวณที่ทำหัตถการ หลังจากนั้นสามารถกลับมาแต่งหน้าได้ตามปกติหากไม่มีอาการผิดปกติ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

A : หากเป็นฟิลเลอร์ประเภท Hyaluronic Acid สามารถใช้เอนไซม์ Hyaluronidase ช่วยสลายฟิลเลอร์ได้ โดยแพทย์จะประเมินตำแหน่ง ปริมาณ และความจำเป็นก่อนฉีดสลาย ซึ่งผลลัพธ์และระยะเวลาในการสลายอาจแตกต่างกันในแต่ละเคส

A : แนะนำให้ชะลอการฉีดฟิลเลอร์ในช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร เนื่องจากยังมีข้อมูลด้านความปลอดภัยในกลุ่มดังกล่าวไม่เพียงพอ หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับหัตถการ

A : อาจใช้ประมาณ 0.5-1 cc ต่อข้าง ขึ้นอยู่กับความลึกของร่องใต้ตา โครงสร้างใบหน้า ปริมาณฟิลเลอร์เดิมที่อาจมีอยู่ และผลลัพธ์ที่ต้องการ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล เพื่อหลีกเลี่ยงการเติมมากเกินความจำเป็น

ทำความรู้จักผู้เขียน

ปรึกษาโปรแกรม Botox, Filler, กำจัดขนด้วย YAG Laser, Ultraformer III

บทความจากแพทย์ของเรา

โปรแกรม Oligio X ต่างจากโปรแกรม RF อื่น ๆ ตรงที่มีเทคโนโลยี GXG Dual-Mode ดูแลผิวชั้นลึก

กู้ผิววัย 35+ ด้วยโปรแกรม Oligio X คุ้มไหม เหมาะหรือไม่ ?

ส่องกระจกวันนี้ สังเกตไหมว่าผิวหน้าเริ่มไม่ตึงกระชับเหมือนแต่ก่อน สัญญาณความร่วงโรยอย่างร่องแก้มลึกหรือความหย่อนคล้อยเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น ไลฟ์สไตล์การกู้ผิวของวัย 35+ จึงมักเน้นการดูแลโครงสร้างผิวจากภายในด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งนวัตกรรมที่มักพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้คือ เครื่อง Oligio X ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Monopolar RF รุ่นอัปเกรด ออกแบบมาเพื่อลดปัญหาความหย่อนคล้อยได้ถึงผิวชั้นลึก

อ่านเพิ่มเติม
การตัดสินใจเลือกทำหัตถการระหว่าง Ulthera VS Ultraformer III

เทียบ Ulthera VS Ultraformer III จำนวนช็อต ส่งผลอย่างไร ?

การเพิ่มจำนวนช็อตของโปรแกรม Ultraformer III หรือ HIFU ช่วยเพิ่มการกระจายพลังงานสะสมความร้อนให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนความแม่นยำและการมองเห็นชั้น SMAS ผ่านหน้าจอ Real-Time ของโปรแกรม Ulthera ได้โดยตรง นอกจากนี้ การยิงช็อตเยอะเกินความจำเป็นอาจเสี่ยงต่อปัญหาหน้าตอบ ไขมันฝ่อ หรือผิวระบมบวมแดง ดังนั้น การเลือกทำหัตถการระหว่าง Ulthera VS Ultraformer III VS HIFU จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์เป็นรายบุคคลเพื่อวางแนวการยิง (Vector Lines) และจำนวนช็อตที่พอดีกับโครงสร้างใบหน้า

อ่านเพิ่มเติม
ผู้หญิงผิวหน้าแลดูอ่อนเยาว์ หลังทำโปรแกรม Oligio X อย่างเหมาะสม

ค้นหาคำตอบ โปรแกรม Oligio X ทำกี่ช็อตถึงพอดีกับผิว

ปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และกรอบหน้าไม่ชัด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเมื่อคอลลาเจนใต้ผิวเริ่มเสื่อมสภาพตามวัย และเมื่ออยากหันมาดูแลตัวเองด้วยการเข้าคลินิกและใช้บริการยกกระชับด้วยเครื่อง Oligio X หลายคนมักเกิดคำถามว่าควรใช้จำนวนช็อตเท่าไรจึงจะครอบคลุมปัญหาผิวของตนเอง

อ่านเพิ่มเติม